บทที่ 9 บทที่9
ยิ่งกว่าจุกอก ยิ่งกว่าโดนหักหน้า ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนแล้วที่จะพูดออกมา ความหมายคือหญิงสาวเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์และเครื่องปั๊มลูกให้เขา แค่จะนอนร่วมเตียงอีกฝ่ายยังไม่ให้ ค่าของตัวเธอมันอยู่ที่ไหนกัน
อดกลั้นจนที่สุด ใบหน้าหวานแต่แววตาแฝงด้วยความเศร้า ไม่อยากจะร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องสมเพช แค่พินัยกรรมที่เขียนระบุว่าให้แต่งงาน ก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะดีกว่านี้เสียอีก
ซิงเหยียนหยิบได้แค่หมอนใบใหญ่ แล้วเดินมาที่โซฟาตัวยาวภายในห้อง ชุดนอนกระโปรงสีขาวลายลูกไม้น่ารัก สะบัดพลิ้วเวลาที่เธอสาวเท้าไปข้างหน้า เมื่อรู้ตัวเองว่าต้องนอนที่โซฟาก็วางหมอนใบใหญ่ลงไป แอบชำเลืองมองร่างสูงเล็กน้อยแต่ตงหยางไร้หัวใจเกินกว่าจะสนใจมองภรรยาด้วยซ้ำ แถมยังล้มตัวลงนอนอย่างไม่มีเยื้อใยอีกต่างหาก
เธอค่อยๆ นอนราบลงไปก่อนจะพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา วินาทีนั้นไฟในห้องก็ถูกดับจนมืดมิด ความคิดชั่ววูบก็ลอยเข้ามาในหัวของซิงเหยียน
เหยียนเหยียน ก่อนที่ปู่จะตายปู่อยากให้มีใครสักคนที่ดูแลเธอได้ หากปู่ไม่อยู่แล้ว ก็อยากให้เธอได้มีที่พึ่ง
คำนั้นลอยเข้ามาทำเอาน้ำตาของซิงเหยียนไหลลงมาอาบแก้ม คนที่ดูแลเธอได้อย่างนั้นเหรอ ทำไมคุณปู่ถึงยกหญิงสาวให้พี่หยางคนไร้ใจคนนี้ หากจะยกเธอให้พี่ฉินก็น่าจะดีกว่านี้เป็นไหนๆ
ดวงตาค่อยๆ ปิดลงทีละน้อยแม้ว่าจะมีคราบน้ำตาติดอยู่ที่แพขนตาก็ตามที คงเพราะเหนื่อยล้ากับงานที่ต้องทำในบ้านเหมือนอย่างเคย เลยทำให้ซิงเหยียนเผลอหลับไป
รุ่งเช้า
บรรยากาศยามเช้าแสนสดใส พระอาทิตย์เริ่มทอแสงสีอ่อนบ่งบอกเวลาตื่นนอนของคนในบ้าน เช้านี้ซิงเหยียนลุกขึ้นแต่เช้าเป็นปกติเหมือนทุกวัน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็ช่วยป้าไฉอย่างที่เคยทำ
“ที่จริงเธอไม่ต้องลงมาทำแล้วก็ได้นะเหยียนเหยียน ตอนนี้เธอเป็นเจ้าของบ้าน ก็เหมือนเป็นนาย อยากได้อะไรก็สั่งนางพวกนี้ก็ได้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเคยทำแบบไหนก็อยากทำแบบนั้น ไม่อยากให้คนอื่นเขาว่าได้”
คนอื่นที่เธอหมายถึง ป้าไฉเข้าใจดีว่าเป็นคุณนายหลี่ แต่ก็คงจะจริงเพราะหลี่น่าไม่ชอบซิงเหยียนตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“ป้ารู้ว่าเธอต้องเจออะไร แต่ที่คุณท่านเขียนพินัยกรรมแบบนั้น ก็คงเห็นสมควรแล้ว”
คำว่าเห็นสมควรไม่รู้ว่าเห็นสมควรแบบไหน เพราะคนที่เธอแต่งงานด้วยเขาแทบจะไม่สนใจกันด้วยซ้ำ แถมยังดูรังเกียจเสียอีก
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย มื้อเช้าก็ถูกตั้งโต๊ะ คุณชายใหญ่ของบ้าน คุณชายรองรวมทั้งหลี่น่าก็เดินเข้ามายังห้องอาหาร เมื่อสะโพกของคุณนายหลี่หย่อนลงกับเก้าอี้ สายตาก็ตวัดไปที่ลูกสะใภ้ แล้วเอ่ยบอกลูกชาย
“ตงหยาง ไม่ต้องให้คนนอกมาร่วมรับประทานอาหารนะ แม่กินไม่ลง”
ชายหนุ่มรู้ดีว่าแม่หมายความว่าอย่างไร หมายถึงใคร เขาเงียบไม่ได้โต้ตอบแต่คนที่พูดแทรกขึ้นเป็นตงฉิน
“ใครคือคนนอกครับ ตอนนี้บ้านเราไม่มีคนนอกนะ ซิงเหยียนเป็นสะใภ้แม่ เป็นพี่สะใภ้ผม เป็นเมียพี่ใหญ่ แล้วใครคือคนนอก?”
“อาฉินหุบปาก!”
หลี่น่าตะเบ็งน้ำเสียใส่ลูกชาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนตายด้านอย่างตงหยางไม่พูดสักคำ ไม่ปกป้องเมียด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาทำคือนั่งทาแยมใส่ขนมปังอยู่อย่างนั้น
“เหยียนเหยียน มานั่งนี่สิ”
ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนเล่นกัน ดูสนิทกันทั้งที่ตงฉินอายุมากกว่า การเรียกมานั่งใกล้ๆ ไม่น่าจะผิดแปลก ก็เหมือนทุกครั้งที่นั่งใกล้กัน
ซิงเหยียนมีท่าทีอึดอัดและกำลังตัดสินใจว่าจะเดินไปดีหรือไม่ แต่ก็ถูกตงฉินเรียกอยู่อย่างนั้นโดยที่สามีหน้านิ่งไม่ยอมแม้ปริปาก เท้าของเธอค่อยๆ สาวมาใกล้คุณชายรองแล้ว แต่สายตาดุดันช้อนขึ้นมามองพร้อมเสียงที่ลอดไรฟันออกมาเบาๆ
“เก้าอี้มันว่างอยู่ที่เดียวสินะ ซิงเหยียน”
เธอหันไปตามเสียง ใบหน้าเขานิ่งเหมือนคนไม่ได้พูดอะไรออกมาแถมสายตาก็หลุบต่ำไปที่จานอาหาร แต่คนที่แสดงออกมาไม่พอใจที่สุดน่าจะเป็นคุณนายหลี่
“พี่ฉินงั้นฉันไปนั่งตรงนั้นก็ได้ค่ะ”
จำใจเดินอ้อมไปนั่งอีกฝั่ง แต่โชคดีที่นั่งคนละฝั่งกับคุณนายหลี่ เพราะหลี่น่ากับลูกชายคนเล็กนั่งฝั่งเดียวกัน โต๊ะยาวที่มีตงหยางนั่งหัวโต๊ะ ตอนนี้ก็มีซิงเหยียนไปนั่งข้างๆ อีกฝั่ง
บรรยากาศบนโต๊ะอึมครึม เพราะคุณนายหลี่จ้องหญิงสาวตาเขียว มองเธอด้วยความเกลียดชัง ส่วนสามีที่ต้องปกป้องภรรยาอย่างตงหยางกลับนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมาสบตา ไม่แม้แต่จะถามอะไรทั้งนั้น พาลให้อึดอัดไปกันใหญ่
“กินสิ เงียบกันทำไมครับ”
คนที่ทำหน้าทะเล้นใส่พร้อมคำพูดดันเป็นตงฉิน แม้จะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดแต่นิสัยแตกต่างกันสิ้นเชิง
ซิงเหยียนนั่งกินอย่างเงียบๆ สายตาของเธอก็ช้อนมองสามีอยู่บ่อยครั้ง แต่เขากลับทำเหมือนหญิงสาวเป็นอากาศธาตุ แทนที่จะเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันแต่ดันจืดชืดจนไร้รสชาติเสียแบบนั้น
“ตงฉิน วันนี้แกต้องเข้าไปตรวจความเรียบร้อยในโรงแรม ได้ยินว่าที่เป่าซานพนักงานต้อนรับไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
แค่เสียงเข้มของพี่ชายที่สั่ง ตงฉินก็พยักหน้ารับรู้ จริงอยู่ว่าเป็นคนทะเล้นนิดๆ แต่เรื่องงานเขาเองก็ไม่เคยบกพร่องพร้อมทั้งเชื่อฟังพี่ชายดีเสมอมา
สั่งน้องชายแล้วก็เอื้อมมือดึงผ้ามาเช็ดบนฝีปากหยัก ดวงตาคมเข้มไม่ได้เงยมองสิ่งอื่นใดต่อหน้า จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“อิ่มแล้วหรือคะ”
เสียงหวานเอ่ยถามคนเป็นสามี ทว่าสิ่งที่ตงหยางทำ แค่ชายสายตามามองแล้วก็เดินจากไปไร้การตอบใดๆ ทั้งนั้น และนั่นมันทำให้คุณนายหลี่ยิ้มเยาะ รู้สึกว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่ทำให้ผิดหวัง
“พี่ใหญ่เขาก็เป็นผีดิบแบบนี้แหละ อย่าไปใส่ใจ กินต่อเถอะ”
“นี่...พี่ใหญ่สั่งให้แกเข้าไปตรวจโรงแรมไม่ใช่หรือไง ทำไมแกยังมานั่งอยู่ รีบไปสิ”
“ผมรู้แล้วแม่ ที่นั่นยังไงผมก็ต้องไป แต่ขอนั่งกินข้าวก่อนไม่ได้หรือไง หากแม่รีบก็ไปตรวจแทนผมสิ”
“ไอ้ลูกคนนี้!”
ตงฉินเป็นคนที่ไม่ได้ใจแม่สักนิด นี่จึงเป็นสาเหตุที่เธอไม่อยากจะคุยกับลูกชายคนเล็ก แค่ลูกประชดแบบนั้นก็ทำให้คุณนายหลี่ปากแดงลุกขึ้นจากเก้าอี้ พลางตวัดสายตาเกลียดชังมาที่ลูกสะใภ้แล้วเดินสะบัดก้นไปทันที
นั่งกินจนอิ่มก็ถึงเวลาที่ตนต้องทำหน้าที่ ตงฉินเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ตัวรถหรูของเขา แต่ที่ต่างจากพี่ชายคือชายหนุ่มไม่ได้มีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนตงหยาง เพราะเขาไม่ชอบความรู้สึกอึดอัด
หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว ซิงเหยียนไม่รู้จะทำอะไร ตั้งแต่ที่เรียนจบมาก็ไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหน ประกอบกับช่วงนั้นคุณปู่ป่วยเธอเลยขอดูแลท่าน แต่ตอนนี้ท่านจากไปแล้ว หญิงสาวก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยงานแม่บ้านเหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อก่อน
